posted on 20 Jun 2009 04:13 by erictheking in Review08-09
"เค้าพยายามอย่างหนักเพื่อจะพิสูจน์ว่าเค้ายังอยู่กับทีมเสมอ
เค้าตั้งใจสุดๆในการซ้อมทุกครั้ง การกลับมาแบบนั้นหลังจากต้องพักไปนาน 18
เดือนเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ"
เซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน
การบาดเจ็บทำให้เค้าพลาดการลงสนามในฤดูกาลที่แล้ว
แล้วในขณะที่เค้าพยายามที่จะกลับมาเป็นส่วนนึงในทีม
อาการบาดเจ็บก็พาตัวเค้าไปอีกครั้ง...
จากเริ่มจนจบฤดูกาล :
เซอร์อเลกซ์ให้โอกาสเค้าลงสนามในเกมคอมมูนิตี้ชิลด์, ยูฟ่าซุปเปอร์คัพ
และแชมเปี้ยนลีกนัดแรกกับบียาร์รีล
ส่วนโอกาสในเกมลีกนัดแรกนั้นเป็นเกมที่พบกับเชลซี
ตำแหน่ง : แกรี่ยังได้ลงสนามในตำแหน่งแบ๊คขวาตำแหน่งถนัด
มันเป็นเรื่องดีที่ยังเห็นคนคุ้นเคยวิ่งขึ้นลงทางกราบขวา
ตะโกนสั่งงานพร้อมกับปลอกแขนกัปตันทีม
ไฮไลท์ในฤดูกาล :
ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของแกรี่อยู่ในเกมบ็อกซิ่งเดย์ที่บริทาเนีย
ที่ประสบการณ์อันมากมายของเค้าช่วยให้ทีมเก็บชัยชนะ 1-0 ออกมาได้
จังหวะสำคัญของฤดูกาล :
เป็นเกมที่เปิดบ้านพบกับซันเดอร์แลนด์ แกรี่สกัดจังหวะยิงของคาลัม
ดาเวนพอร์ท ช่วยให้ทีมไม่โดนขึ้นนำ หลังจากเควิน
โจนส์เพิ่งยิงตีเสมอให้ทีมเยือน
จุดตกต่ำ : หลังจากกลับมาจาการบาดเจ็บ
เค้าก็มาเจ็บเพิ่มในเดือนมกรา ทำให้เค้าต้องพักเพิ่มอีกสองเดือน
พอหายกลับมามีชื่อลงสนาม ก็ต้องเขยกออกไปเพียง 13 นาที
หลังจากปะทะกับนาเดีย เบลฮัดจ์ของปอร์สมัธ ในเดือนเมษายน
นอกจากนั้นยังต้องนั่งอยู่ข้างสนามในเกมที่โรม
พลาดโอกาสลงสนามนัดชิงแชมเปี้ยนลีกนัดที่สองของตัวเองอีกด้วย
อย่างอื่น :
เค้าถือว่ามีส่วนร่วมในแผงหลังชุดที่ไม่เสียประตูติดต่อกัน 14 นัด
เค้าลงสนามไปหกเกม ในเดือนกุมภา แกรี่ยังต่อสัญญากับทีมไปอีก
ส่งผลในเค้าจะอยู่กับทีมไปถึงเดือนมิถุนา 2010
posted on 18 Jun 2009 00:53 by erictheking in Review08-09
"การที่จะรักษาสถิติไม่เสียประตูติดต่อกัน 14 นัดในลีกได้
คุณจะต้องเป็นคนที่พิเศษมากๆ
เค้าเป็นหนึ่งในผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดในโลกมานานแล้ว"
ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล
อดีตผู้รักษาประตูของแมนยู ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รักษาประตูที่เก่งที่สุดในโลกตลอดกาล
เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ ดูยังหนุ่มยังแน่นไปเลย แม้จะมีอายุมากขนาดไหน
หลังจากทำสถิติไม่เสียประตูติดต่อกันในลีกถึง 1,311 นาที
ทำให้ได้มีชื่อเข้าชิงรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของ PFA
และยังมีชื่อติดอยู่ในทีมยอดเยี่ยมของลีกอีกด้วย
จากเริ่มจนจบฤดูกาล :
หลังจากเสียสามประตูให้ฮัลล์ และอีกสองประตูให้อาร์เซนอลในเดือนพฤษจิกายน
แผงหลังของแมนยูดูจะไม่ค่อยแข็งแกร่งเท่าไหรนัก
แต่นับตั้งแต่เกมถัดมากับสโต๊ค นายประตูชาวดัต์ชและ
เหล่ากองหลังก็ทำสถิติไม่โดนเจาะตาข่ายยาวนานถึง 14 เกมติดต่อกัน
ทำสถิติใหม่ในอังกฤษ "คุณทำเรื่องนี้คนเดียวไม่ได้หรอก" เอ็ดวินบอก
แต่ถึงอย่างนั้นเซอร์อเลกซ์ก็เห็นถึงความสำคัญแล้วก็จัดการต่อสัญญาเค้าอีก
หนึ่งปีในเดือนธันวาคม
ตำแหน่ง :
มีหลายคนคาดว่าฟาน เดอร์ ซาร์อาจจะมีบทบาทน้อยลงในทีมฤดูกาลนี้
หลังจากที่เค้าประกาศไทร์จากทีมชาติเมื่อปีก่อน และการก้าวขึ้นมาของทั้ง
โทมัส คุซแซค และ เบน ฟอสเตอร์ แต่เหมือนกับกรณีของพอล สโคลส์
การเลิกเล่นทีมชาติกลับเป็นผลดีต่อสโมสร ในเกมใหญ่ๆทุกเกม
รวมถึงนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนลีกครั้งที่สี่ของทีม
ผู้รักษาประตูก็ยังเป็นนักเตะหมายเลข 1 ของสโมสร แม้ฟอสเตอร์ และ
คุซแซคจะแสดงให้เห็นความพยายามขนาดไหนในการแย่งชิงตำแหน่ง
แต่ฤดูกาลนี้ผู้รักษาประตูวัย 38
ก็ยังเป็นส่วนสำคัญในทีมอยู่แถมยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย
ไฮไลท์ของฤดูกาล :
เกมลีกนัดพบกับฟูแล่ม ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเดือนกุมภาพันธ์
แม้จะเป็นเพียงอีกหนึ่งเกมเพื่อตำแหน่งแชมป์ลีก
แต่การรักษาสถิติคลีนชีตในเกมนี้นันเป็นเกมที่ 14 ติดต่อกัน
ส่งให้เค้าอยู่ในอันดับ 6 ของสถิติไม่เสียประตูติดต่อกันนานที่สุดในโลก
จุดตกต่ำ :
งานเลี้ยงต้องมีวันเลิกรา สถิติก็มีไว้เพื่อถูกทำลาย ลูกยิงของโฆนาส
กูเตียเรสที่ไปแฉลบปีเตอร์
โลเวนครานด์ในเกมกับนิวคาสเซิ่ลก็หยุดสถิติดังกล่าว
แม้ว่าเกมนั้นทีมจะเก็บชัยชนะไปได้ก็ตาม
จังหวะสำคัญของฤดูกาล :
แมนยูดูจะเหนื่อยล้าจากการกลับจากศึกชิงแชมป์สโมสรโลก
และเกมกับสโต๊คก็โดนริคาร์โด้ ฟูลเลอร์ปั่นป่วนแนวรับที่บริทาเนีย แต่ฟาน
เดอร์ ซาร์ก็งัดฟอร์มซูเปอร์เซฟสองครั้งทั้งจากลูกยิง
และจังหวะทุ่มไกลที่เป็นอาวุธลับของรอรี่ ดีแลป "ชัยชนะ 1-0
นัดนั้นเป็นแรงกดดันให้ทีมอื่นอย่างมาก" ฟาน เดอร์
ซาร์พูดถึงเกมนั้นในเดือนเมษายน
posted on 13 Jul 2008 12:09 by erictheking in Match
Pre-Season Friendly
Pittodrie, Sat 12 July 2008
ABERDEEN 0
MANCHESTER UNITED 2
Carrick (pen, 45), Rooney (70)
แมนยูเริ่มต้นแมตช์อุ่นเครื่องช่วงก่อนเปิดฤดูกาลด้วยชัยชนะ จากประตูของไมเคิล คาร์ริค และเวย์น รูนี่ย์ ช่วยให้ทีมเอาชนะ อเบอร์ดีน ที่สู้สุดใจที่สนามพิตโทดรี้ได้
ทีมเจ้าบ้านจัดงานฉลองครบรอบ 25 การได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ จากการคุมทีมของเซอร์อเลกซ์ โดยเค้ามาในฐานะแชมป์ถ้วยยุโรปใบใหญ่ที่สุดอีกใบ เจ้าบ้านนั้นส่งลูกตุงตาข่ายได้ก่อนจาก ดาเรน แมคกี้ แต่ก็ถูกจับล้ำหน้าไปก่อน
แมนยูดูจะครองเกมเหนือกว่าในช่วงท้ายๆของครึ่งแรก และก็ได้ประตูขึ้นนำไปในช่วงนี้เอง จากการยิงจุดโทษของคาร์ริค ก่อนที่รูนี่ย์จะโขกเต็มๆให้ทีมนำห่าง 2-0 ในครี่งเวลาหลัง
รูนี่ย์น่าจะฝังเจ้าบ้านเรียบร้อยในช่วง 10 นาที จากจังหวะแรกที่ลูกยิงของเค้าไปตรงตัว เจมี่ แลงฟิลด์ นายประตูเจ้าบ้าน และลูกวอลเล่ย์ที่เสาไกลของเค้าที่ไปติดตัวกองหลังออกไป
แม้ว่าอเบอร์ดีนจะมีปัญหาในการหยุดสองผู้เล่นอย่างรูนี่ย์ และไรอัน กิ๊กส์ แต่ก็ยังได้มีโอกาสทำเกมกดดันทีมยักษ์ใหญ่จากอังกฤษบ้างในตอนต้นเกม เจฟฟรี่ย์ เดอ วิสเชอร์ เกือบจะยิงให้ทีมขึ้นนำก่อนที่แมคกี้จะยิงบอลผ่านมือของ เบน อามอส แต่ผู้กำกับเส้นยกธงล้ำหน้าไปแล้ว
เกมนี้คนดูเต็มสนาม แต่ก็ต้องรอถึงช่วงใกล้หมดครึ่งแรกถึงจะได้เห็นประตูแรก เค้าโดนแลงฟิลด์ทำฟาวล์จากจังหวะที่วิ่งไปรับบอลจากลูกจ่ายสุดสวยของคาร์ริค รูนี่ย์ยกโอกาสนี้ให้เพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษเป็นคนหยิบบอลไปวางที่จุดโทษ และคาร์ริคก็ส่งบอลไปคนละทางกับผู้รักษาประตูแบบเดียวกับที่ยิงที่มอสโคว พาทีมปีศาจแดงขึ้นนำ
เริ่มเกมครึ่งหลังไปแป้ปเดียว แมนยูก็เกือบนำห่างสองศูนย์จากจังหวะที่คริส อีเกิ้ลส์ ตัวสำรองยิงลูกเปิดของดาเรน เฟลตเชอร์ ข้ามคานไปนิดเดียว มาฝั่งเจ้าบ้านก็เกือบได้ประตูตีเสมอเช่นกัน แต่อามอสก็โชว์ซูเปอร์เซฟปัดลูกยิงของ เจมี่ สมิธออกไปได้
รูนี่ย์ และ กิ๊กส์ ต่างก็ช่วยกันปั่นป่วนแผงหลังของอเบอร์ดีน และก็เกือบได้โหม่งทำประตูจากจังหวะเดิม แต่เบอร์ทาร์ บอสซู นายทวารตัวสำรองก็ปัดลูกนี้ข้ามคานไปได้
อีกยี่สิบนาทีจะหมดเวลา รูนี่ย์ก็ทำประตูที่สองให้แมนยูสำเร็จ จากจังหวะที่เฟลตเชอร์ รับบอลจากคาร์ริค และโยนบอลโค้งจากฝั่งขวา ให้รูนี่ย์ขึ้นโขกส่งบอลเข้าเสาไกล
แดนนี่ ซิมป์สันยิงไกลทดสอบฝีมือบอสซูอีกครั้ง และอีเกิ้ลส์ก็ดูลูกชิพของเค้าถากเสาออกไปนิดเดียว แต่สุดท้ายแมนยูก็เริ่มประเดิมการอุ่นเครื่องได้อย่างสวยงามจากชัยชนะนัดนี้
รายชื่อผู้เล่น
นายประตู : เบน อามอส ( แกรี่ วู้ดส์ แทนน. 73)
กองหลัง : แกรี่ เนวิลล์ (แดนนี่ ซิมป์สัน แทนน.46), เวส บราวน์ (จอนนี่ อีแวนส์ แทนน.61), เนมานย่า วิดิช ( จอห์น โอเชีย แทนน.46), มิคาเอล ซิลแวสต์
กองกลาง : ดาเรน เฟลตเชอร์, ไมเคิล คาร์ริค, พอล สโคลส์ (ดารอน กิ๊บสัน แทนน.61), ลี มาร์ติน (คริส อีเกิ้ลส์ แทนน.46)
กองหน้า : เวย์น รูนี่ย์ (แซม ฮิวสัน แทนน.73), ไรอัน กิ๊กส์ (เฟรเซอร์ แคมเบลล์ แทนน.61)
posted on 11 Jul 2008 21:58 by erictheking in News
เพียงแค่ 52 วันหลังจากคว้าแชมป์ยุโรปที่มอสโคว (แป้ปเดียวเองแหะ -*-) ทีมปีศาจแดงก็จะกลับมาลงสนามนัดแรกแล้วในเกมที่จะพบกับอเบอร์ดีนในวันเสาร์นี้ ซึ่งก็มีแกรี่ เนวิลล์ กัปตันทีมเดินทางไปกับทีมชุดนี้ด้วย
แมนยูชุดนี้ประกอบไปด้วยทั้งเหล่าผู้เล่นตัวเก๋าและเหล่าดาวรุ่งไฟแรง ด้วยผู้เล่นรุ่นคุณลุงอย่าง แกรี่, ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์ พาเหล่านักเตะรุ่นหลานเช่น เบน อามอส (นายประตู), แกรี่ วู้ดส์ (นายประตู) และ แซม ฮิวสัน (กองกลาง)
เซอร์อเลกซ์จะกลับไปเยี่ยมเยียนสโมสรเก่าของเค้าในวาระครบรอบ 25 ปีที่เค้าพาทีมอเบอร์ดีนคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพเมื่อปี 1983 ในชัยชนะเหนือยักษ์ใหญ่อย่างรีล มาดริดที่เมืองโกเตนเบิร์ก
ป๋าแพนด้าดูจะพอใจที่ตัวแกรี่กลับมาร่วมทีมอีกครั้งหลังจากฤดูกาลก่อนกัปตันของสโมสรไม่มีส่วนร่วมกับทีมชุดใหญ่เลย จากอาการบาดเจ็บ นัดนี้เซอร์อเลกซ์คงจะให้โอกาสเหล่าผู้เล่นทีมสำรองและทีมเยาวชนได้ร่วมเล่นกับนักเตะในทีมชุดใหญ่ด้วย
รายชื่อนักเตะที่เดินทางไปอเบอร์ดีน
นายประตู : เบน อามอส, แกรี่ วู้ดส์
กองหลัง : แกรี่ เนวิลล์, เวส บราวน์, ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมานย่า วิดิช, จอห์น โอเชีย, มิคาเอล ซิลแวสต์, แดนนี่ ซิมป์สัน
กองกลาง : ไมเคิล คาร์ริค, พอล สโคลส์, ดาเรน เฟลตเชอร์, แซม ฮิวสัน, ลี มาร์ติน, ดารอน กิ๊บสัน, คริส อีเกิ้ลส์, ไรอัน กิ๊กส์
กองหน้า : เวย์น รูนี่ย์, เฟรเซอร์ แคมเบลล์
posted on 11 Jul 2008 21:40 by erictheking in News
แม้ว่าเซอร์อเลกซ์ เฟอร์กูสัน หรือป๋าแพนด้าของเราๆ
จะคว้าแชมป์รายการใหญ่มากมายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แต่ชัยชนะครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเค้าก็ยังอยู่ที่การพาทีม อเบอร์ดีน
คว้าแชมป์ยุโรปได้สำเร็จนั่นเอง
นั่นคือสิ่งที่ นีล ซิมป์สัน
หนึ่งในสมาชิกทีมอเบอร์ดีชุดที่พลิกเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่าง รีล มาดริด
ในศึกยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ เมื่อ 25 ปีก่อนบอกเอาไว้
ซิมป์สัน ที่ลงเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ เรียกชัยชนะในเกมซึ่งจัดขึ้นที่เมืองโกเตนเบิร์กนัดนั้นว่าเป็น "ปาฎิหารย์"
"ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เซอร์อเลกซ์
เป็นผู้จัดการทีมชาวสกอตต์ที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา" เค้าบอก
"ทั้งยังเป็นคนที่เก่งที่สุดในเกาะอังกฤษเลยด้วย
ดูจากถ้วยรางวัลที่เค้าได้รับ และเหล่านักเตะที่เค้าปั้นมา"
"แต่ผมอยากจะบอกว่า ชัยชนะของอเบอร์ดีนในถ้วยยุโรปนัดนั้นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่กว่าตอนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้แชมป์แชมเปี้ยนลีกซะอีกนะ"
"พวกเค้าเป็นทีมระดับโลกอันยิ่งใหญ่
ในขณะที่พวกเราเป็นทีมท้องถิ่นเล็กๆทีมนึง สนามเราจุคนได้มากสุดก็แค่
20,000 คนเอง
เซอร์อเลกซ์ยังบอกเองเลยว่าการชนะมาดริดวันนั้นได้เป็นปาฎิหารย์ชัดๆ"
เซอร์อเลกซ์จะพาลูกทีมขึ้นเหนือไปเยือนถิ่นพิทโทดรี้ในวันเสาร์นี้ เพื่อเตะกระชับมิตรในวาระครบรอบ 25 ปีเกมที่โกเตนเบิร์กนัดนั้น
"มันยอดมากที่จะได้เค้ากลับมาเฉลิมฉลองในฐานะแชมป์ยุโรปทีมปัจจุบัน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเลยเมื่อดูจากฝีมือของเค้า"
"เซอร์อเลกซ์เป็นพวกที่จะจุดประกายเหล่าผู้เล่นในสโมสรโดยตั้งมาตรฐานเอาไว้ให้สูงในทุกๆเรื่อง
เค้าคุมแมนยูเหมือนกับที่เค้าทำที่อเบอร์ดีนเปี้ยบ
ถ้าคุณทำตามที่เค้าตั้งไว้ไม่ได้ ก็จะมีคนอื่นมาแทนคุณทันที
คุณต้องดึงตัวเองให้อยู่ในระดับท็อปให้ได้ตลอดเวลา"
** หมายเหตุ ถ้วยคัพ วินเนอร์ส คัพ เป็นถ้วยใบเล็กใบเก่าของยุโรป จะเอาแชมป์เอฟเอคัพของแต่ละประเทศมาแข่งในรายการนี้ ปัจจุบันถูกยุบรวมไปกับรายการยูฟ่า คัพเรียบร้อย
ผลงานของเซอร์อเลกซ์กับอเบอร์ดีน
Scottish Premier Division: 1979/80, 1983/84, 1984/85
Scottish Cup: 1981/82, 1982/83, 1983/84, 1985/86
Scottish League Cup: 1985/86
UEFA Cup Winners' Cup: 1982/83
UEFA Super Cup: 1983
posted on 10 Jul 2008 20:34 by erictheking in 100Greatest
ประวัติ
เกิดที่ : ลิเวอร์พูล
วันเกิด : 10 มกราคม 1954
เข้าร่วมทีม : สิงหาคม 1981
ค่าตัว : 450,000 ปอนด์ บวกกับ มิคกี้ โทมัส
สโมสรเดิม : ลิเวอร์พูล, แอสตัน วิลล่า, เอเวอร์ตัน
ลงเล่นในลีกทั้งหมด : 95 นัด
ยิงไป : 4 ประตู
ทีมชาติ : อังกฤษ 1 นัด 0 ประตู
นักเตะหลายคนอยู่กับสโมสรมายาวนาน แต่กลับไม่เป็นที่จดจำ
บางคนไม่ค่อยได้ลงสนาม แต่ทุกครั้งที่ลงไปกลับสร้างความประทับใจให้แฟนๆ
กลับกลายเป็นที่จดจำ อย่างเช่นกิดดี้ นักเตะที่สร้างชื่อด้วย เอฟเอ คัพ
ฤดูกาล 1984 - 85
ผมเชื่อว่าจอห์น
ชนะใจแฟนยูไนเต็ดด้วยการพยายามต่อสู้เพื่อกลับเข้าทีมในปีนั้น
หลังประสบปัญหาอาการบาดเจ็บไปถึงสองฤดูกาล
และกลายเป็นส่วนสำคัญสู่เวมบลีย์ ซึ่งเขากลับมาลงสนามในเอฟเอ คัพ รอบสี่
และอยู่ในรอบรองชนะเลิศ ที่เชือดลิเวอร์พูล 1 - 0
และเล่นนัดชิงที่เบียดเอฟเวอร์ตันคว้าแชมป์ไป 1 - 0
ใครก็ตามที่ช่วยให้ทีมชนะสองทีมใหญ่จากเมอร์ซี่ยไซด์
ย่อมเป็นที่น่าจดจำอยู่แล้ว
โดยเฉพาะถ้าเป็นนักเตะกองหลังที่สร้างชื่อในเกมบุก
อย่างที่เป็นจุดเด่นในการเล่นของกิดแมน
"บิ๊กรอน" รอน แอตกินสัน ซึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แทน เดฟ เซกซ์ตันในฤดูร้อนปี 1981
ทำการเซ็นสัญญาคว้าตัวนักเตะคนแรกของเขาคือ
กองหลังจากเมืองลิเวอร์พูลผู้นี้นี่เอง
ซึ่งแอตกินสันให้รายละเอียดไว้ในหนังสือว่า "มิคกี้ โทมัส
เข้ามาพบผมในออฟฟิศ และมีท่าทางกระสับกระส่ายมาก
ผมแปลกใจเล็กน้อยที่เขาเอ่ยปากขอย้ายทีม เมื่อผมถามถึงเหตุผล มิคกี้พูดว่า
'เงินครับเจ้านาย ดูเหมือนผมจะใช้มากกว่าที่ผมได้มาซะแล้ว'
ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเพิ่มเติม"
"โชคดีที่ตอนนั้น ผมรู้มาว่า จอห์น กิดแมน สามารถย้ายทีมได้พอดี
ผมชื่นชอบฝีเท้าของนักเตะคนนี้มาตั้งแต่สมัยอยู่กับแอสตัน วิลล่า แล้ว
แบ๊คขวาของเราตอนนั้นคือ จิมมี่ นิโคล ซึ่งผมไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่
ดังนั้นเมือโทมัสขอย้ายทีม ผมจึงใช้เขาเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อขายทันที"
กิดแมน ลงเล่นให้ทีมชาติอังกฤษเพียงนัดเดียว หลังจากลงเล่นในชุดเยาวชน และ
U-23 หลายนัด ในฤดูกาลแรก จอห์น ลงเล่นเคียงคู่กับ อาเธอร์ อัลบิสตัน
ก่อนที่จะประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บยาวถึง 2 ฤดูกาล
ซึ่งรวมถึงการเกือบตาบอดจากดอกไม้ไฟด้วย
เขาต้องนั่งดูไมค์ ดักซ์บิวรี่ ลงเล่นตำแหน่งของเขา แต่อย่างไรกิดแมน
ไม่เคยสูญเสียความหวัง หรือความเชื่อมั่นไป
และกลับมาลงเล่นอีกครั้งในแดนกลางในฤดูกาลที่คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ
แต่ในฤดูกาลถัดมาจอห์น ต้องต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่งแบ๊คขวามกับดักซ์บิวรี่
ก่อนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ และย้ายออกไปโดยไม่มีค่าตัวสู่ แมนเชสเตอร์
ซิตี้ เมื่อเดือนตุลาคม 1986 หลังจากสองปีที่เมน โร้ด
(ชื่อสนามเก่าของซิตี้ - ผู้แปล) เขาก็ย้ายไปสโต๊ค ซิตี้,
จากนั้นก็เป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมระยะสั้นๆ กับ ดาร์ลิงตัน
ก่อนจะกลายเป็นผู้จัดการทีมเต็มตัวในการคุมทีม คิงส์’ส ลินน์
มิค บราวน์ โค้ชในยุคแอตกินสัน และหัวหน้าแมวมองในปัจจุบัน กล่าวว่า " จอห์น เป็นกองหลังจอมบุกคนแรกๆ เขาน่าจะติดทีมชาติมากกว่านี้"
กิดแมน ประเดิมสนามให้แมนฯ ยูไนเต็ด ในบอลลีก นัดที่ออกไปเยือน โคเวนทรี
ซิตี้ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 1981 (แพ้ 1 - 2) สถิติรวมเล่นให้แมนฯ
ยูไนเต็ด ทั้งหมด 115 (+สำรอง 3) นัด ยิงไป 4 ประตู
posted on 10 Jul 2008 20:32 by erictheking in News
เรเน่ มุลเลนสทีน โค้ชเทคนิคของทีมปีศาจแดงออกพูดถึงนัดอุ่นเครื่องนัดแรกในช่วงพรีซีซั่นกับทีมอเบอร์ดีนของสกอตแลนด์ในวันเสาร์นี้
โค้ชชาวดัตช์คนนี้มีส่วนรับผิดชอบในการซ้อมช่วงก่อนเปิดฤดูกาลของทีมอย่าง
มาก
และเค้าก็บอกว่าการได้ลงแข่งขันแม้จะเป็นเกมเล็กๆก็จะช่วยให้ทีมพร้อมสำหรับ
การเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้เต็มที่มากขึ้น
"ผู้จัดการทีม (เซอร์อเลกซ์)
มักจะจัดนัดอุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาลแบบมีเหตุผลเสมอ" เรเน่บอกกับทาง
MUTV "มันมีเหตุผลว่าทำไมเราต้องขึ้นไปเตะกับอเบอร์ดีนตั้งแต่ตอนนี้
เกมนี้จะช่วยให้เหล่าผู้เล่นได้กลับมาสู่สนามอีกครั้ง"
"จากนั้นเราก็จะไปแอฟริกาใต้กัน และลงเล่นอีกสองสามเกมที่โน้น
ทุกอย่างได้ถูกจัดให้ผู้เล่นทุกคนฟิตเต็มที่
ผมคิดว่าทีมเราน่าจะพร้อมสมบูรณ์ในเกมเทสติโมเนี่ยลแมตช์ของโอเล่ที่จะเจอ
กับเอสปัญญ่อล แล้วก็กับยูเว่หลังจากนั้น"
ในขณะที่เหล่าสตาฟฟ์โค้ชมีหน้าที่ในการเตรียมความพร้อมให้ผู้เล่นสำหรับ
ฤดูกาลที่จะมาถึง มุลเลนสทีน
ก็บอกว่าเค้ายังต้องดูแลสภาพจิตใจของผู้เล่นไปพร้อมๆกับสภาพร่างกายเช่นกัน
"มันไม่ใช่แค่สภาพร่างกายหรอกครับ
เราต้องดูแลสภาพจิตใจของพวกเค้าด้วยเหมือนกัน" เรเน่บอก
"มันมีวิธีวัดที่แน่นอนอยู่แล้ว
มันจะบอกเราได้ว่าพวกนักเตะมีความพร้อมในการซ้อมหรือพร้อมสำหรับเกมแค่ไหน"
"มันมีประโยชน์มากนะครับ การที่เราไม่ได้ตัดสินผู้เล่นเฉพาะที่เราเห็น
แต่รวมถึงผลการทดสอบอื่นๆด้วย เราจะรู้ว่าใครควรได้พักเพิ่มเติมอีกหน่อย
หรือใครควรจะซ้อมเพิ่มอีกนิด นั่นช่วยให้เราหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บได้
ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญระหว่างฤดูกาลอันยาวนานที่เราต้องแข่งขันหลายรายการ"
posted on 10 Jul 2008 20:13 by erictheking in News
โทนี่ สตรั้ดวิค โค้ชฟิตเนสของแมนยู
ออกมาบอกว่าเหล่าผู้เล่นของปีศาจแดงกำลังฟิตร่างกายให้เข้าที่เข้าทางเพื่อ
เตรียมพร้อมสำหรับฤดูกาลใหม่กันเป็นอย่างดี
ในการซ้อมช่วงก่อนเปิดฤดูกาลที่ผ่านมาหนึ่งสัปดาห์พอดี
แม้ว่าผู้เล่นบางคนอาจจะมีการปล่อยเนื้อปล่อยตัวในการพักผ่อนช่วง
ซัมเมอร์ที่ผ่านมาบ้าง
แต่ทุกคนก็ต่างมีความเป็นมืออาชีพพอที่จะดึงสภาพร่างกายของตัวเองกลับมา
สมบูรณ์อีกครั้งในช่วงการฝึกซ้อมนี้
"ผมคิดว่ามันเป็นสัญญาณในการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ที่ดีเยี่ยม"
สตรั้ดวิคบอกกับทาง ManUtd.com "เราเริ่มซ้อมกันเพียงอาทิตย์เท่านั้น
ในช่วงนี้นักเตะก็จะซ้อมกันวันละสองสามรอบ
มันดูลำบากซักหน่อยแต่พวกผู้เล่นก็ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเลยละครับ"
"ผมคิดว่าเป้าหมายอย่างแรกของการฝึกซ้อมช่วงปรีซีซั่นคือ
ให้เหล่าผู้เหล่าผู้เล่นพร้อมสำหรับการเริ่มฤดูกาลใหม่
เป้าหมายที่สองคือเตรียมนักเตะให้พร้อมสำหรับเกมแรกที่จะเล่นกับนิวคาส
เซิ่ล"
"สิ่งที่คุณจะเห็นได้จากสโมสรฟุตบอลแห่งนี้คือ ความเป็นมืออาชีพที่สูงมาก อย่างที่คุณจะคาดหวังได้"
สตรั้ดวิคบอกว่าการซ้อมช่วงก่อนเปิดฤดูกาลแบบเก่าที่ให้วิ่งแบบมาราธอน
โดยไม่แตะลูกบอลเลยนั้นได้หมดไปแล้ว
ตอนนี้เหล่าสตาฟฟ์โค้ชลงความเห็นกันแล้วว่าเราควรจะปรับรูปแบบให้ผู้เล่นได้
สนุกมากกว่าเดิม
"มันเคยเป็นเรื่องน่ากลัวเสมอสำหรับผู้เล่นที่จะกลับมาซ้อม
เพราะพวกเค้ารู้ว่าจะต้องเหนื่อยกันแค่ไหนเพื่อที่จะกลับมาฟิตเต็มที่อีก
ครั้ง"
"เวลาผ่านไปเราก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการซ้อมกันตลอด
แต่ก่อนนักเตะอาจจะต้องวิ่งในทราย หรือวิ่งยาวๆเป็น 10 หรือ 12 ไมล์กันเลย
แต่ที่เราทำกันตอนนี้คือทำยังไงให้พวกเค้าได้ความฟิต
แล้วยังสร้างแรงจูงใจให้ซ้อมกันเต็มที่ขึ้น
สิ่งที่พวกนักเตะชอบทำคือการได้เล่นกับบอล
ดังนั้นเราก็ยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยครับ"
posted on 09 Jul 2008 22:00 by erictheking in 100Greatest
ประวัติ
เกิดที่ : ดันดี, สกอตแลนด์
วันเกิด : 13 พฤษภาคม 1961
ร่วมทีม : พฤศจิกายน 1988
ค่าตัว : 160,000 ปอนด์
สโมสรเก่า : ดันดี ยูไนเต็ด, ชาร์ลตัน, บริสตอล ซิตี้
ลงเล่นในลีกทั้งหมด : 23 นัด
ยิงไป : 3 ประตู
เป็นผลโหวตที่น่าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะตอนราล์ฟย้ายเข้ามา
แฟนยูไนเต็ดดูเหมือนจะไม่ให้การต้อนรับนัก และเขายังเคยเป็นหนึ่งในผู้เล่น
"ทีมที่แย่ที่สุด" ของแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วย
เรื่องที่เขาใส่เบอร์ 11 ต่อจากปีกชาวเดนมาร์กอย่างเจสเปอร์ โอลเซ่น
ไม่ได้ช่วยเค้าเท่าไหร่ แต่ผมคิดว่าแฟนๆ
มีความชื่นชมในเรื่องความพยายามที่ราล์ฟ
แสดงให้เห็นในทุกเกมที่มีโอกาสลงสนาม
เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งคว้าตัวราล์ฟ มาจากบริสตอล ซิตี้ ด้วยค่าตัว
160,000 ปอนด์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 1988 บอกว่าโอล์ด แทรฟฟอร์ด
อาจจะกดดันไปหน่อย และกล่าวว่า "ผมถูกกดดันไม่ใช่น้อยในการซื้อตัว ราล์ฟ
ไมล์น จริงๆ ผมแค่ต้องการคว้าตัวเค้ามาร่วมทีมระยะสั้น เพราะผมคิดว่า
กอร์ดอน สตรัคคั่น จะย้ายออกไป คราวนี้ผมได้เรียนรู้ความคาดหวังจากแฟนๆ
เป็นอย่างดีว่า ถ้าคุณเซ็นสัญญานักเตะอายุ 28 ปีด้วยค่าตัว 160,000 ปอนด์
พวกเค้าหวังที่จะเห็นนักเตะที่สามารถทดแทนได้ทันที ไม่ใช่เป็นการชั่วคราว"
เมื่อผลโหวดตของแฟนๆ ออกมา และหลายคนสงสัยว่าแฟนบอลพวกไหนที่โหวตให้ราล์ฟ เซอร์ อเล็กซ์ ยิ้มๆ ก่อนจะบอกว่า "ผมเอง"
แม้จริงๆ ดีกรีของนักเตะชาวสกอตต์ผู้นี้จะไม่ขี้เหร่อะไรเลย
ลงเล่นให้สกอตแลนด์ทั้งชุดเยาวชน และชุด U-21
เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับดันดีตอนอายุ 16 ประเดิมสนามตอนอายุ 18
โดยลงมาเป็นตัวสำรองยิงให้ทีมเสมอเซลติก 2 - 2 และลงตัวจริงนัดแรก
ก็ยิงประตูนัดที่ทีมเสมอกับดันเฟิร์มลินในสกอตติช คัพ
ราล์ฟ บอกว่า "เราได้แชมป์ลีก, ตัวผมเองก็ลงเล่นในนัดชิงบอลถ้วยถึง 4
ครั้งตอนที่เล่นอยู่ที่ แทนนาไดซ์ (น่าจะเป็นชื่อสนามของดันดี - คนแปล)
ถึงแม้ทีมเราจะไม่ใช่บิ๊กทรี (เซลติก, เรนเจอร์ส และอเบอดีน)
แต่เราก็ถือได้ว่าประสบความสำเร็จ แม้กระทั่งบอลยุโรป"
ที่จริงคือราล์ฟ ยิงไป 15 ประตูใน 3 ฤดูกาลในบอลยุโรปกับดันดี
ซึ่งนั่นเป็นสถิติที่ไม่เลวเลย เขาย้ายไปชาร์ลตันด้วยค่าตัว 125,000 ปอนด์
แต่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บเลยไม่มีโอกาสลงสนาม จากนั้นจึงย้ายไป บริสตอล
ซิตี้ ซึ่งทุกอย่างก็ดีขึ้น จนยูไนเต็ด ติดต่อเข้ามา
โจ จอร์แดน อดีตกองหน้าแมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมบริสตอล
ซิตี้ขณะนั้น เรียกไมล์น เข้าไปหาในออฟฟิศ ไมล์นบอกว่า
"ผมรู้ตัวว่าอเบอดีน ให้ความสนใจผมอยู่ ดังนั้นตอนโจ
บอกกับผมว่าเค้าได้ตกลงกับสโมสรอื่นได้แล้ว ผมก็เลยแปลกใจ
และถึงกับอึ้งไปเลยเมื่อรู้ว่าสโมสรนั้นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ผมไปที่บ้านของผู้จัดการทีมเพื่อตกลงรายละเอียด แต่จริงๆ
เขายื่นอะไรมาผมก็เซ็นมันแหละครับ"
แม้ชาวสกอตต์ด้วยกันอย่างเซอร์ อเล็กซ์ และอาร์ชี่ย์ นอกซ์
ผู้ช่วยจะไม่ได้แปลกหน้ามากนัก
แต่นักเตะชาวสกอตต์ก็พบว่าการปรับตัวให้เข้ากับ โอลด์ แทรฟฟอร์ด
นั้นไม่ได้ง่ายๆ เลย
ราล์ฟ ประเดิมสนามให้แมนยูนัดแรก ในบอลลีก นัดเปิดบ้านรับเซาแธมป์ตัน
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 1988 (เสมอ 2-2) สถิติลงเล่นให้ทีม รวมทั้งหมด
26 (+สำรอง 4) นัด ยิงไป 3 ประตู